รีวิว รักษาแผลเป็นนูน (คีลอยด์) ที่ราชเทวีคลินิค

*บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ตรงที่ไปรักษามาเองค่ะ เนื้อหาค่อนข้างยาวเพราะรักษามาหลายปี ถ้าขี้เกียจอ่านข้ามไปตรงสรุปตอนท้ายๆได้เลยค่ะ เริ่มรักษาตั้งแต่ ปี2013 จนจบที่ มีนา2016ค่ะ*

 

หากใครมีแผลเป็นชนิดนูน หรือที่เรียกว่าคีลอยด์อยู่ในร่างกายจะทราบดีใช่มั้ยคะว่าวิธีรักษามันคือ “ทำใจ”  อันนี้เรื่องจริงค่ะ การรักษาแผลเป็นนูนนั้นทำได้ค่อนข้างยาก จะทาฮีรูดอย100หลอดก็มิอาจช่วยได้ ยิ่งถ้าเป็นแผลที่เป็นมานานแล้วหรือแผลขนาดใหญ่นี่ทำใจอย่างเดียว ขอเกริ่นก่อนว่า ตัวเองมีแผลเป็นนูนอยู่บนเนินอก ขนาดจริงๆก็เล็กนิดเดียวค่ะ เหมือนสิวอักเสบ (เป็นวงกลมขนาดไม่ถึง1cm.) จู่ๆก็นูนขึ้นมา จำไม่ได้ว่าเป็นแผลจากอะไรด้วยซ้ำ  แต่ในเมื่อมันมาเป็นในส่วนที่เห็นได้ชัด อันนี้ก็เกิดเป็นปมด้อยทันที ทำให้ใส่เสื้อคอกว้างมากไม่ได้ โดนเพื่อนทักบ้างว่าเป็นสิวหรอแก ดูเป็นคนสกปรกยังไงชอบกล ก็เลยไปหาหมอค่ะ

เริ่มแรกเลยก็ไปหาหมอที่ราชเทวี คลินิค สาขาเพลินจิตค่ะ เพราะใกล้ออฟฟิศ และที่นี่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า ประมาณกลางๆปี 2011 ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเนื้องอก หรือหูด จะผ่าออกอะไรยังไงดี คุณหมอก็บอกว่า นี่ไม่ใช่หูดจ้ะหนู มันคือคีลอยด์ อาจจะเกิดจากตอนที่เป็นสิวเล็กๆเนี่ยแหละ แล้วผิวหนังของเราพยายามสร้างเนื้อขึ้นมาปิดเมื่อสิวหาย แต่มันเป็นความผิดปกติของการสร้างเลยกลายเป็นคีลอยด์  ตอนนั้นคุณหมอแนะนำให้รักษาโดยการฉีดยาเป็นระยะ + ใช้เลเซอร์ยิงที่แผล(เพื่อให้สีผิวของแผลที่เข้มจางลงเท่ากับผิวปกติของเรา) และใช้พลาสเตอร์ลักษณะเป็นแผ่นเจลใสๆ แปะเพื่อให้แผลมันลดความนูนลง ตอนนั้นรักษาอยู่หลายเดือนรู้สึก เอ๊ะ ทำไมแผลหนูใหญ่ขึ้นคะ ตอนนั้นทำอยู่ซักระยะนึง (หมดเงินไปหลายพันบาท) แต่แผลไม่เห็นหายเลย แถมใหญ่ขึ้นด้วยอีก โฮฮฮฮ… พอมา google ดูก็พบว่า การไปสัมผัสบริเวณแผลนูนบ่อยๆอาจกระตุ้นให้มันใหญ่ขึ้นได้ในบางกรณี เอาหล่ะ มันคือกรณีฉันเนี่ยแหละ เอาเป็นว่า อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน.. ก็ทำใจว่าจะอยู่กับมันและห่างกันซักพักกับราชเทวีคลินิคไป

 

549000006338115

 

จนกระทั่งเมื่อเดือนพค. ปี 2013  ก็นึกขึ้นมาได้ว่าลองกลับไปหาหมออีกครั้ง (อันนี้จู่ๆก็นึกขึ้นมาเองค่ะ ไม่ได้หาข้อมูลอะไรล่วงหน้าเลย) พอไปพบคุณหมออีกที ก็เล่าว่าเนี่ยเคยมาแล้วมันไม่หายแผลมันใหญ่ขึ้นนั่นนี่ คุณหมอสุเทพ (แกดังและเก่งมากค่ะ เพิ่งรู้ทีหลัง) ก็แนะนำว่า ตอนนี้มันมีวิธีใหม่ชื่อ สกาเล็ต ตอนแรกนึกว่า สกาเล็ตต์ โจแฮนสัน

จริงๆวิธีนี้ชื่อว่า scarless ค่ะ (มิได้ข้องเกี่ยวกับโจแฮนสันแต่อย่างใด)  คุณหมอเล่าต่อว่าหมอจะใช้เลเซอร์ตัดแผลนี่ออกนะ แล้วก็ใช้น้ำยาชุบไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก ตอนนั้นฟังแล้วคิด 2 อย่าง คือ 1.เอ๊ะ จะแพงมั้ยมั้ย (ไปดูข้อมูลในเวปมาทีหลังเห็นราคาเริ่มต้นคือ 9พันบาท) กับ 2. คุณหมอคะ ตัดไปแล้วมันจะไม่เป็นแผลขึ้นอีกหรอ คุณหมอสุเทพแกบอกว่า คนที่รักษาวิธีแรกแบบหนูไม่หายก็มาหาหมอใช้วิธีนี้เท่านั้น ฟังแล้วจบค่ะ ทำค่ะหมอทำ คุณหมอก็บอก โอเค เดี๋ยวพยาบาลจะแจ้งค่ารักษานะ แล้วถ้าทำวันนี้เลยก็ไปเตรียมตัว

เสร็จแล้วคุณพยาบาลก็มาแจกแจงค่ะว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง สำหรับแผลเรา (ขนาดเล็กนิดเดียว) คุณพยาบาลบอกจะมีค่ารักษา 8,000 บาทนะคะ แล้วก็จะมีการชุบน้ำยา ซึ่งเป็นน้ำยาพิเศษของราชเทวีที่เราคิดค้นขึ้นมา ไม่มีที่อื่นค่ะ หลังจากผ่าไปแล้วพรุ่งนี้คุณหมอก็จะนัดดูแผล และนัดอีกในสัปดาห์ต่อๆไป เพื่อมาชุบน้ำยาอีกรอบ การชุบน้ำยาจะมีค่าใช้จ่ายอีกครั้งละ 1200 บาทค่ะ คือบอกตรงๆตอนนั้นฟังค่าใช้จ่ายแล้วก็มึนๆ งงๆ แต่ก็ตกลงทำไป

 

นอนรอขึ้นเขียง ห้องที่ทำก็เหมือนห้องทำ treatment ทั่วไปค่ะ บรรยากาศครื้นเครงเพราะพยาบาลเยอะมากๆ

IMG_2551

พอเราตกลงทำคุณพยาบาลก็พาเราเข้าห้องไปนอนรอคุณหมอ มีการให้เซ็นเอกสารก่อนด้วยค่ะ เพราะจะต้องมีการฉีดยาชา (แอบกลัวเบาๆ) รออยู่ซักพักใหญ่ๆ คุณหมอก็เข้ามาทำให้ ขั้นตอนการทำ (จริงๆไม่อยากเรียกผ่าตัดเพราะมันเร็วมากค่ะ) แป๊บเดียวมากๆ ไม่ถึง 10นาทีค่ะ พอฉีดยาชาเสร็จแล้วหมอก็เข้ามาทำ คือก็ใช้เลเซอร์ตัดแผลนูนๆของเราชิ้นนั้นออกไป ตอนทำไม่รู้สึกอะไรเลยค่ะ เพราะมันชาไปหมดแล้ว ทำเสร็จ คุณหมอก็นัดมาดูแผลวันถัดไป ก็มีบรีฟว่าแผลห้ามโดนน้ำนั่นนี่ พร้อมกับให้คู่มือหลังการปฎิบัติหลังการทำ scarless (จากเริ่มมาคลินิคตอน 4โมงกว่าเสร็จเอาทุ่มกว่าเลยค่ะ เนื่องจากคิวคุณหมอสุเทพนี่ hot มาก)

 

คู่มือที่คุณพยาบาลให้มาหลังทำวันแรก

Presentation1

วันถัดมาเราก็มาตามนัดค่ะ  คุณหมอบอกว่าแผลปกติดี นัดดูแผลอีก 1 สัปดาห์ โดยให้ล้างแผลเองทุกวัน และห้ามโดนน้ำ แล้วคุณพยาบาลก็เข้ามาแนะนำขั้นตอนการล้างแผลว่า ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ล้างแผลยังไง ซึ่งสิ่งที่ต้องใช้ก็ตามเอกสารด้านบนเลยค่ะ ถ้าไม่สะดวกคือก็เข้ามาทำที่คลินิคได้ (ค่าล้างแผลครั้งละ 100 – 150บาท) ตอนแรกกลัวการทำแผลเองมาก แต่ในที่สุดก็ต้องทำเองจนคล่องค่ะ พวกผ้าก๊อซ / ตาข่ายปิดแผล นี่ถ้าใครจะไปทำ scarless นี่ซื้อตุนไว้เยอะๆๆเลยเพราะใช้ไปอีกนาน

หลังจากนั้นก็ยังไปให้หมอดูแผลทุกวีคค่ะ พอครบ 3 สัปดาห์ คุณหมอก็บอกว่าเอาหล่ะวันนี้จะชุบน้ำยา สรุปค่าใช้จ่ายในการชุบน้ำยาคือต้องจ่ายเพิ่มอีก 1200 บาทค่ะ (คิดว่าค่ารักษาแต่ละคนขึ้นอยู่กับขนาดของแผลนะคะ)  และคุณหมอก็ยังสั่งห้ามโดนน้ำอยู่ค่ะ แต่เริ่มทิ้งช่วงการนัดดูแผลเป็น 2 สัปดาห์ ตอนนั้นเหตุการณ์ดูเหมือนจะปกติค่ะ แต่แล้ว.. หลังจากวันชุบน้ำยารอบ2ไปไม่ได้นาน ขณะที่กำลังจะล้างแผลเอง ดิฉันได้แกะผ้าก๊อตออกแบบไม่ระวัง คือดึงออกแบบไม่ได้ระวัง เพราะคิดว่า ตรงที่แปะสก๊อตเทปนั่นไม่ใช่แผล แต่ปรากฎว่า…. สิ่งที่หลุดออกมาด้วยนั้น….. คือแผลที่ตกสะเก็ดแล้ว กรี๊ดดดดด ตอนดิฉันเห็นเนื้อแผลแดงๆและมีเลือดซิบ ในใจตอนนั้นคือลนลานและอยากจะร้องไห้คือกลัวว่าแผลมันจะพังและอาจะทำให้เกิดคีลอยด์ขึ้นมาใหม่ จึงรีบโทรกลับไปถามที่คลินิคว่าดิฉันจะทำยังไงดีคะ…. พนง.หัวเราะแห้งๆ และแจ้งเพียงว่า มันก็ต้องรอแผลแห้งใหม่หน่ะคะ แต่ก็ต้องระวังนิดนึงนะคะ

 

ประเด็นคือช่วงนั้นดิฉันกำลังจะไปเที่ยวมัลดีฟส์ ในใจตอนนั้นคือคิดว่าถ้าแผลห้ามโดนน้ำแล้วฉันจะไปทำไม แล้วแผลกำลังจะแห้งดีๆมาทำสะเก็ดหลุดเสียเรื่องอีก ในใจนี่เครียดมาก ดิฉันเลยรีบมาพบอาจารย์กูค่ะ (กูเกิ้ล) เสิชหาข้อมูลเรื่องพลาสเตอร์ปิดแผลกันน้ำ คือตอนนั้นไม่เจอรีวิวใดๆเลย แต่ดิฉันจะมโนเอาเองว่า มันน่าจะช่วยได้ ประกอบกับมีพี่ที่ออฟฟิศเพิ่งไปผ่าไส้ติ่งมา เค้าใช้พลาสเตอร์กันน้ำแบบที่รพ.แปะให้และบอกว่า work มาก ๆ น้องเอ๋ย แผ่นละร้อยกว่าบาท เนี่ยให้พยาบาลเค้าแปะให้เลย เอิ่ม ถ้าหนูอยู่มัลดีฟแล้วต้องล้างแผลทุกวันจะต้องอิมพอตคุณพยาบาลไปด้วยได้อย่างไร หลังจากนั้นดิฉันจึงไปสอบถามร้านขายยาขนาดใหญ่ชั้นใต้ดินตึกจามจุรี (ร้านนี้ขายยาถูกมากๆค่ะ ใครผ่านไปผ่านมาควรซื้อตุน มีสาขาตรงเหม่งจ๋ายด้วย ชื่อร้านPHARMAX) เราก็ได้พบกับพลาสเตอร์กันน้ำหน้าตาแบบนี้ (ร้านขายยาทั่วไปก็มีขายนะคะ)

 

มีหลายไซส์ ห่อนึง 3แผ่น ราคาจำไม่ได้ น่าจะ 30-50บาท(ต่อห่อ)

มีหลายไซส์ ห่อนึง 3แผ่น ราคาจำไม่ได้ น่าจะ 30-50บาท(ต่อห่อ)

 

เอาเป็นว่า 6 วีคหลังการทำ scarless  เมื่อไปพบแพทย์ก็ยังได้คำตอบว่าแผลก็ยังห้ามโดนน้ำค่ะ แต่เราก็สามารถผ่านพ้นทะเลมัลดีฟมาได้ด้วยพลาสเตอร์กันน้ำหน้าตาแบบด้านบน มันดีจริงๆค่ะ ใช้ง่ายมากกกกก คือไม่ต้องกลัวว่าปิดไม่สนิทน้ำจะเข้า ตรงนี้ขอสรรเสริญผู้ออกแบบจริงๆ วิธีใช้คือทำตามคำแนะนำแค่แปะพลาสเตอร์ไปบนแผลแล้วลอกกระดาษสีขาวรอบๆออก เท่านี้แผลคุณก็จะปลอดภัยจากน้ำแล้วค่ะ

 

และหลังจากกลับจากเที่ยวทะเลประมาณวีคที่ 9 ของการทำ คุณหมอก็บอกว่า โดนน้ำได้แล้วนะ ไม่ต้องล้างแผลแล้ว และคุณหมอก็ให้ยามาทา ตอนนี้ทำ scarless มาได้ ทั้งสิ้น 12 วีคค่ะ แผลกำลังฟื้นตัว (เนื้อกำลังขึ้น) แต่ยังต้องไปพบแพทย์อยู่ทุก 2 สัปดาห์ (เห็นอาทิตย์หน้าคุณหมอบอกจะเปลี่ยนยาทาตัวใหม่ให้)

 

สรุปการรักษาด้วยวิธี scarless ค่ะ

  1. ถ้าแผลไม่ได้ใหญ่มาก จงทำใจและอยู่กับมันเถอะค่ะ แต่ถามว่าแผลจิ๋วๆ ของเรากับการเหน็ดเหนื่อยในการพบหมอและเสียทรัพย์สินทั้งหมด ถ้าย้อนเวลากลับไปจะทำอยู่มั้ย ก็คงทำอยู่ค่ะเพราะไม่ลองก็ไม่รู้  (แต่จะถนุดถนอมแผลให้ดีกว่านี้)
  2. การรักษาแบบ scarless ต้องใช้การดูแลรักษาแผลอย่างดีมาก ทั้งห้ามโดนน้ำ (อาบน้ำสระผมลำบากน่าดู) ต้องล้างแผลทุกวัน ต้องพบแพทย์เป็นประจำ นี่แอบไป search ใน web ราชเทวีมา มีรูป before และหลังทำ 30วีค ใช่แล้วค่ะ 30วีคนะคะ ไม่ใช่ 30วัน ตรงนี้คือสมมติมีแผลเป็นตรงแขนแต่ต้องไปงานสำคัญ บางทีใช้คอนซีลเลอร์กลบอะไรไปก่อนอาจจะดีกว่าแปะแผลไปออกงานนะคะ หรือกำลังจะไปดำน้ำอะไรต่างๆ อาจจะไม่สะดวกเช่นกัน

รูปจาก website ราชเทวี

รูปจาก web ราชเทวี

3. ช่วงทำแผลแรกๆ จงใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

4. สอบถามคุณหมอ-พยาบาลให้ดีก่อนตัดสินใจทำ เช่นเรื่องการดูแลรักษา ระยะเวลารักษา หรือ search ข้อมูลก่อน (คิดว่าบลอคนี้น่าจะทำให้เห็นภาพการรักษามากขึ้นนะคะถ้าอ่านละเอียดๆ คือเป็นวิธีที่ทำแล้วไม่ได้หายขาด อาจจะไม่หายก็ได้ ต้อง follow up อาการอีกยาวนาน ตัดสินใจดีๆค่ะ)

5.ต้องมีเวลาไปพบคุณหมอตามนัด (ห้ามขี้เกียจไป) และเตรียมเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยค่ะ

 

Update ล่าสุด สุดท้ายจริงๆ พค.2016

หลังจากเขียน blog นี้ มีหลายคนหลังไมค์มาสอบถามเยอะมากๆๆๆๆๆ เขียน Blog มาหลายปี รีวิวนี้ได้รับความสนใจมากที่สุด ขออัพเดดว่า จากเดือนพค. 2013 จนล่าสุดคือ พค. 2016 แผลยังไม่หายค่ะ และดิฉันตัดสินใจเลิกหาหมอแล้วค่ะ เพราะแผลมันนูนขึ้นมาอีกเหมือนเดิม (และขนาดใหญ่กว่าเดิมด้วย ร้องไห้หนักมาก)  บางคนอยากให้ลง before – after แต่แผลมันดูไม่ดีเท่าไหร่ จะกลายเป็น discredit ทางคลินิคเอา เพราะยังไงคิดว่าคนที่เค้ารักษาหายก็มีเนาะ เราเองอาจจะดูแลแผลไม่ดีพอ

ที่ผ่านมาก็จะไปพบคุณหมอเดือนละครั้ง ไปล่าสุดเมื่อมีนา 2016 พอมาเดือนเมษาช่วงใกล้วันนัด เห็นว่าแผลกลับมานูนใหม่ เลยถอดใจค่ะ (มันจะมีบางช่วงที่เหมือนใกล้จะยุบไป แต่มันก็กลับมานูนอีก) ค่าใช้จ่ายจากครั้งแรกจนวันนี้ก็ค่อนข้างบานปลายค่ะ ย้ำว่าค่ารักษาขึ้นอยู่กับขนาดแผลนะคะ  เคยมีคนไข้ที่เคยรักษาวิธีเดียวกัน inbox มาเล่าว่า รักษาวิธีนี้อยู่ หาอยู่3ปีก็ไม่หาย เสียไปเดือนละ2,000บาท (ลองคูณดู) สุดท้ายก็ถอดใจค่ะ

 

เพิ่มเติม : เพื่อนบอกมาเมื่อปี 2014

พอดีมีเพื่อนที่เป็นคีลอยด์เหมือนกันมา search ข้อมูลในเวปแล้วเจอ blog ดิฉันเลยมาปรึกษาหารือกัน ก็ได้ให้คำแนะนำไปว่า “บอกตรงๆนะยังไม่หายเลย″ ทีนี้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เค้าเองไปรักษาที่รพ.กรุงเทพ กับแพทย์หญิงอนงค์ศิลป์ พิทักษ์สิทธิ์ค่ะ (ส่วนตัวคิดว่าถ้ารักษาแบบฉีดน่าจะได้ทุกที่ค่ะ ลองเลือกที่เราเดินทางสะดวก)

จากเคสนี้ ที่เพื่อนเล่ามาคือ เมื่อเค้าไปฉีดยา แผลก็จะยุบแต่จะนูนขึ้นมาใหม่ทุกๆครึ่งปี และหามา 2-3 ปีแล้วก็ยังเป็นอยู่ เลยอยากหาทางเลือกเรื่องการผ่าตัด ซึ่งดิฉันเองที่ผ่าตัดมาเองก็ยังไม่หายเลยค่ะ (เคยถามเจ้าหน้าที่ที่ราชเทวีเค้าบอกว่าวิธีฉีดยามันจะเป็นการรักษาแบบชั่วคราว)

 

อันนี้เอามาฝากสำหรับคิวคุณหมอ ตรงนี้ไม่ได้เป็น PR คลินิคแต่อย่างใด ไปหาเองจ่ายเงินเองทุกครั้ง  แต่พอดีคนถามมาเยอะ เลยเอามาแปะให้ค่ะ อย่าลืมว่าถ้าทำแล้วต้องขยันไปหาหมอมากๆ ห้ามผิดนัด อย่าท้อถอย และไปแต่ละครั้งอาจใช้เวลาหลายชม.เพราะคิวคุณหมอแน่นจริงๆ อย่าลืมเผื่อเวลานะคะ (ถึงบอกว่าคุณหมอดังมากๆค่ะ ถ้าไม่เก่ง คนไข้คงไม่เยอะขนาดนี้)

จากเวปไซต์ http://www.rcskinclinic.com

 

สำหรับใครที่สนใจอยากรักษาคีลอยด์ เคยมีคนส่งรูปแผลมาให้ช่วยแนะนำว่าไปทำดีมั้ย เราเองอาจจะตัดสินอาการให้ไม่ได้ ว่าควร หรือไม่ควรทำวิธีนี้ แต่จะขอแนะนำคือ ให้ไปปรึกษาหมอค่ะ แต่ลองเผื่อใจว่าถ้าทำแล้วต้องไป follow up อาการอีกเป็นปีๆ (แล้วไม่รู้ว่าจะหายรึเปล่า) จะทนไหวมั้ย ถ้ายังลังเลก็อย่าไปดีกว่าค่ะ (ทำใจอย่างเดียว ลองอ่านคอมเม้นใต้ที่แปะมาให้ดูด้านล่างนี้ก็ได้ค่ะ มีหลายความเห็นเลย)  อาจจะไปปรึกษาที่อื่นๆที่เราสะดวกไปก็ได้ค่ะ เพราะอาการคีลอยด์ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันจริงๆ บางคนอาจจะรักษาแบบนี้หาย อย่าเพิ่งเชื่อความเห็นของ Blog นี้ซะทีเดียว ถือว่าเป็นการเล่าประสบการณ์รีวิวของผู้บริโภคคนนึงละกันนะคะ

คอมเม้นจากผู้อ่าน หมายเหตุบลอคนี้ย้ายมาจากเวปเก่าค่ะ เลยต้องแปะมาแบบนี้ ดูจากวันที่ได้ (คัดคอมเม้นที่เป็นประโยชน์มาบางอันค่ะ)

1

Slide1 2 Slide3

5 thoughts on “รีวิว รักษาแผลเป็นนูน (คีลอยด์) ที่ราชเทวีคลินิค”

  1. เคยรักษาที่ราชเทวี สาขาเพลินจิตค่ะ รักษากับหมอสุเทพ หมดเงินไปเกือบสามหมื่นไม่หายค่ะ ผิดหวังมากอุตส่าห์ไว้วางใจนึกว่าหมอเก่ง ไม่สมกับการโฆษณาเลยค่ะ

    Like

    1. คุณหมอดังจริงๆค่ะ รักษาผิวหน้าน่าจะเก่งนะคะ คนไข้เยอะมากๆๆๆสุดๆๆๆ แต่คีลอยด์นี่แล้วแต่คนจริงๆค่ะ กุมมือด้วยความเข้าใจเพราะก็ไม่หายเหมือนกัน55

      Like

  2. เราก็รักษาด้วยวิธีนี้เหมือนกันในช่วงปี2013เหมือนกันคะ แต่เป็นสาขาต่างจังหวัดคะ เราไปทำแผลที่คลินิคตลอดทั้งเดือน ไม่หายเหมือนกัน ฉีดยาก็ยุบไปบ้างแล้วก็คันๆขึ้นนูนมาใหม่ ตอนนี้ก็ถ้าแผลแดงก็ไม่ฉีดคะ แก้อาการคันได้ดี
    ถอดใจแล้วคะว่ามันไม่ยุบแน่นนอน

    Like

    1. ของเราแผลเล็กๆเริ่มต้นที่9,000บาทค่ะ ลองไปให้คุณหมอดูแผลและประเมินค่าใช้จ่ายที่คลินิคก่อนก็ได้ค่า

      Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s