ภัยร้ายชีวิตคนเมือง โดนทำร้ายด้วยอนุมูลอิสระแบบไม่รู้ตัว

 

เคยสังเกตหรือไม่ว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ๆ มักชอบเป็นหวัดง่าย เจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด ภูมิแพ้ ไซนัส ปอดอักเสบบ่อยๆ หรือมีอาการวิงเวียน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เครียด หงุดหงิด ฉุนเฉียว น้ำหนักลด ท้องผูก นอนไม่หลับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารพิษเกินขนาด

 

สาวๆ หลายคนพอได้ยินอนุมูลอิสระ ก็มักจะนึกถึงตัวร้ายที่ทำลายผิวพรรณให้เหี่ยวย่นก่อนวัย แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้าอนุมูลอิสระนี้เป็นสาเหตุของโรคที่อันตรายต่อสุขภาพมากมาย ซึ่งไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบัน ส่งผลให้เราเชื้อเชิญเจ้าอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายอย่างง่ายดายโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว…เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย จึงจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับเจ้าอนุมูลอิสระกัน

 

เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ ได้อธิบายว่า “อนุมูลอิสระถูกสร้างขึ้นในกระบวนการเผาผลาญหรือเมตาโบลิซึมของเซลล์ในร่างกาย ส่งผลต่อการทำลายเซลล์และอาจทำให้การทำงานของเอนไซม์ที่สำคัญเปลี่ยนแปลงไป มีงานวิจัยมากมายพบว่าอนุมูลอิสระมีผลต่อการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งวิถีชีวิตของคนเราในปัจจุบันโดยเฉพาะในสังคมเมืองแวดล้อมไปด้วยสาเหตุที่บั่นทอนสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน ความเครียดจากการทำงาน รวมถึงการไม่มีโอกาสคัดเลือกคุณค่าและปริมาณของอาหารที่รับประทานเพื่อดูแลสุขภาพ เนื่องจากชีวิตประจำวันที่เร่งรีบทำให้ต้องทานอาหารนอกบ้าน หรืออาหารจานด่วนฟาสต์ฟู้ดซึ่งอาจจะมียาฆ่าแมลงตกค้างในผักที่ไม่ล้างให้สะอาด สารก่อมะเร็งจากน้ำมันที่ใช้ทอด หรือแม้แต่สารกันบูดก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ฯลฯ  รวมถึงมลภาวะและควันพิษต่างๆ ทั้งควันพิษรถยนต์ ควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือควันบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งสหประชาชาติสำรวจพบว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีอากาศเต็มด้วยสารพิษก่อมะเร็งเกินมาตรฐานองค์การอนามัยโลกถึง 2 เท่า ในขณะที่ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยฮาวายศึกษาพบว่าตั้งแต่ปี 2553 กรุงเทพฯ มีสารพิษก่อมะเร็งซึ่งเกิดจากการเผาไหม้น้ำมันเบนซินถึง 18 ชนิด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้อนุมูลอิสระในร่างกายคนเมืองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากกระบวนการนี้ไม่ถูกยับยั้งโดยสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารแอนตี้อ๊อกซิแด้นท์ (Antioxidant)  เมื่อปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ผิวหนัง หัวใจ สมอง ผนังหลอดเลือด ฯลฯ ส่งผลต่อสุขภาพด้านต่างๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ต้อกระจก มะเร็ง และความแก่ชราก่อนวัยอันควร เป็นต้น”

 

“ในสภาวะปกติร่างกายจะทำการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ขึ้นเองได้แก่ สารที่เป็นเอนไซม์ และสารต้านอนุมูลอิสระที่ไม่จัดเป็นเอนไซม์ เช่น สารประกอบในร่างกายและสารที่ได้รับโดยตรงจากอาหาร ดังนั้น สารอาหารต้านอนุมูลอิสระจึงจำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยยับยั้งการเกิดกระบวนการอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยสารอาหารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ได้แก่ วิตามินอี  ซึ่งมีรายงานทางการแพทย์จำนวนมากที่ยืนยันประโยชน์ของวิตามินอี  ว่าสามารถช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น หัวใจ หลอดเลือด และผิวหนังได้ นอกจากนี้ วิตามินซี และเบต้าคาโรทีนก็เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งหากร่างกายเรามีสารอาหารทั้งสี่ตัวอยู่ด้วยกันจะช่วยทำงานและป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนี้

1.       โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน – โรคหลอดเลือดอุดตันเกิดจากไขมันอุดตันชั้นในของหลอดเลือดแดง ซึ่งทำให้ชั้นในของหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นหลอดเลือดอุดตัน สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยชะลอกระบวนการนี้ได้ โดยพบว่าวิตามินอี จะช่วยลดการเกาะตัวของไขมันกับผนังชั้นในของหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด มีรายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ พบว่าคนไข้ที่รับประทานวิตามินอีธรรมชาติ วันละ 400-800 หน่วยสากลจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึง 77% ส่วนวิตามินซีสามารถช่วยเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDLC) ได้ 

2.       โรคมะเร็ง – อนุมูลอิสระเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง และทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์และป้องกันการเติบโตของมะเร็งได้ โดยวิตามินอีและวิตามินซี สามารถยับยั้งกระบวนการเสื่อมของเซลล์ และป้องกันการสร้างสารไนโตรซามีนที่เกิดจากอาหาร ควันพิษ ได้ นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยกล่าวว่า การรับประทานวิตามินอีในปริมาณสูง สามารถลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และเต้านม เบต้าคาโรทีนสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งจากแสงยูวีได้ 

3.       โรคต้อกระจก – มีรายงานพบว่าผู้ป่วยโรคต้อกระจก มีระดับวิตามินซี วิตามินอี และคาร์โรทีนอยด์ในเลือดต่ำกว่าปกติ ดังนั้น วิตามินซีและวิตามินอี จะช่วยป้องกันและยืดเวลาการเกิดโรคนี้ได้

4.       โรคติดเชื้อ – มักเกิดจากการที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งวิตามินซีมีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่การวิจัยพบว่าวิตามินอี และเบต้าแคโรทีนสามารถทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น 

5.       แก่ก่อนวัย – อนุมูลอิสระทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ ทำให้เกิดความเหี่ยวย่นของผิวหนัง หรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อมโทรมก่อนวัยอันควรได้ มีการค้นคว้าโดยสมาคมการค้นคว้าโรคผิวหนัง ประเทศเยอรมนี พบว่า วิตามินอี สามารถช่วยให้เซลล์ผิวหนังทนต่อรังสียูวี บี (UV B) ในแสงแดดได้ดีขึ้น และจากการศึกษาผู้ที่รับประทานวิตามินอี 1,000 หน่วยสากล ร่วมกับวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 3 เดือน พบว่าเซลล์ผิวหนังสามารถทนต่อการถูกทำลายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว

isolated colorful vegetable arrangement
isolated colorful vegetable arrangement

“จะเห็นได้ว่าอนุมูลอิสระนั้นเป็นภัยร้ายที่ทำลายสุขภาพและชีวิตคนเมืองอย่างไม่รู้ตัว แต่เราก็สามารถป้องกันได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากพอ แต่หากเราไม่สามารถรับประทานอาหารเหล่านั้นได้เพียงพอ ปัจจุบันก็มีอาหารเสริมให้เลือกเพื่อช่วยให้ร่างกายเราได้รับสารอาหารต้านอนุมูลอิสระที่เพียงพอไปช่วยยับยั้งการเกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายได้ โดยแนะนำว่าควรเลือกรับประทานอาหารเสริมวิตามินอีธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี รวมถึงดูดซึมและร่างกายนำไปใช้งานโดยง่าย แนะนำว่าคนทั่วไปควรรับประทานวิตามินอี วันละ 400 หน่วยสากล ส่วนวิตามินซีควรเลือกที่มีไบโอฟลาโวนอยด์ปริมาณมากเพื่อช่วยการดูดซึมที่ดีขึ้น และควรรับประทานวันละ 1,000 มิลลิกรัม นอกจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว การออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอก็ช่วยให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อีกด้วย” เภสัชกรหญิงวิชชุลดา อธิบายกล่าวสรุป

เภสัชกรหญิง วิชชุลดา ผรณเกียรติ์
เภสัชกรหญิง วิชชุลดา ผรณเกียรติ์

อ้างอิง

1.        Tienboon P. Nutrition and the elderly in: Damrongsak D. Techasen T, Utravichai K, Chaiwan B, Chatsuwan S (eds). Family Doctor, Volume 12. Chiang Mai: Faculty of medicine. Chiang Mai university and The Japan International Goodwill Foundation, 1998: 13-17 (ISBN 974-657-018-8).

2.        Mayne ST, Janerich DT, Greenwald P, et al. Dietary beta-carotene and lung cancer risk in U.S. nonsmokers. J Nati Cancer Ins 1994;86:33-8.

3.        Stahelin HB. Gey KF, Eichholzer M, Ludin E, Beta-carotene and cancer prevention: the Basle study. Am J Clin Nutr 1991;53:265-9.

4.        Tienboon P. Nutrition for Thai Children in the 21st Century. Bangkok: Zen Graphic Press.1988 (ISBN: 974-89926-8-3).

5.        วารสารคลีนิกอาหารและโภชนาการ (วคอภ). พ.ศ. 2553.ปีที่ 4. ฉบับที่2

6.       U.S. Department of Agriculture, Agriculture Research Service 2004. USDA National Nutrient Database for Standard Reference, Release 16-1. Nutrient Data Laboratory Home Page, http://www.nal.usda.gov/fnic/foodcomp

7.       Marianne Placzek., et al. Ultraviolet B-Induced DNA Damage in Human Epidermis is Modified by the Antioxidants Ascorbic Acid and D-alpha-tocopherol.2004. The society for Investigative Dermatology.304-7

8.        Stephens, N.G. et al. Randomised controlled trial of Vitamin E in patients with coronary disease: Cambridge heart antioxidant study (CHAOS). 1996. Lancet. 347: 781-86

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s